23/6/54

覺者的棒喝 ตื่นแล้วไม่หลง









仙佛慈訓:

想想病疾苦 無病即是福

想想饑寒苦 溫飽即是福

想想生活苦 達觀即是福

想想世亂苦 平安即是福

想想牢獄苦 安份即是福

พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์

นึกถึงความทุกข์จากการเจ็บป่วย ไม่เจ็บไม่ไข้ก็คือวาสนา

นึกถึงความทุกข์จากความหิวและหนาวเหน็บ กินอิ่มนอนอุ่นก็คือวาสนา

นึกถึงความทุกข์จากการดำรงชีวิต ปลงตกมองโลกในแง่ดีก็คือวาสนา

นึกถึงความทุกข์จากสังคมโลกที่ยุ่งเหยิง ราบรื่นปลอดภัยได้ก็คือวาสนา

นึกถึงความทุกข์ในคุกตาราง ทำตามหน้าที่ไม่นอกลู่นอกทางก็คือวาสนา


3/6/54

六渡萬行 บารมี6 # ฌานบารมี


2.5 ฌานบารมี ช่วยขจัดความสับสนวุ่นวาย
ฌาน คือ ภาวะจิตสงบประณีต
สมาธิ คือ ความมีใจตั้งมั่น
ท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า “ ภายนอกห่างจากรูปคือฌาน ภายในไม่สับสนคือสมาธิ หากยึดอยู่กับรูปภายนอก จิตภายในย่อมสับสน แม้นภายนอกห่างจากรูป จิตภายในย่อมสงบ จิตเดิมทีนั้นสงบและวิสุทธิ์ แต่เพราะเห็นในรูปพิจารณาตามรูปจึงเกิดความสับสน หากแม้นพบเห็นในรูปแล้วจิตไม่สับสน เช่นนี้เรียกว่าสมาธิที่แท้จริง ”

2.5.1 ความสำคัญของฌานบารมี
1. ฌานบารมีช่วยขจัดความสับสนวุ่นวาย
2. ฌานบารมีช่วยเสริมเพิ่มปัญญา
3. ฌานบารมีช่วยมีสติในการทำงาน ( งานมีประสิทธิภาพ )
4. ฌานบารมีช่วยให้กาย วาจา ใจ ไม่ก่อกรรมชั่วผิดบาป

2.5.2 จะพร้อมในฌานบารมี ได้อย่างไร ?
คน ๆ หนึ่ง หากตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ราบรื่นหรือมั่งมี มักที่จะปล่อยปะละเลยตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า “ กินอิ่มนอนอุ่นจะครุ่นคิดแต่เรื่องกาม ” แต่หากตกอยู่ในสภาวะทวนกระแสไม่ราบรื่น ก็มักจะกระทำเรื่องราวที่ไม่น่าให้อภัย ยกตัวอย่างเช่น ความหิวกระหายความแห้งแล้งอดอยาก ง่ายต่อการมีจิตคิดลักขโมย ดังนั้น ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพเช่นใดก็ตาม พึงสำรวมรักษาให้ กาย วาจา ใจมั่นคงอยู่ในฌานบารมี เช่นนี้จึงจะไม่สับสนวุ่นวาย ฌานสมาธิแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1. สมาธิแห่งกาย ย้อนมองตนเอง เพื่อมิให้มีความผิดบาป
2. สมาธิแห่งวาจา จะกล่าววาจาอันใดให้พิจารณา 3 ครั้ง ไม่กล่าวคำติฉินนินทา
3. สมาธิแห่งใจ ปรับจิตให้คิดในสิ่งที่เที่ยงตรง วิสุทธิ์ไร้มลทินหากใจสับสน ไหนเลยจะก่อเกิดไตรคุณ เมื่อเป็นเช่นนี้จะเรียกว่าฌานบารมีได้อย่างไร
ดังนั้นจึงต้องมั่นคงในศรัทธา ประคองรักษาน้อมนำธรรมปฏิบัติทุกขณะเวลา ไม่เสื่อมความศรัทธา ติดตามนักธรรมอาวุโสในการปฏิบัติธรรมกิจ กราบพระให้มาก ฉุดช่วยคนให้มาก เข้าร่วมกิจกรรมให้มาก หมั่นภาวนารหัสคาถา 5 คำ ไม่ห่างสถานธรรม พระธรรมคัมภีร์และผู้มีความรู้ หากเป็นเช่นนี้นานวันเข้า จากสังขตะก็เข้าสู่อสังขตะ

2/6/54

我性如灰 จิตข้าดั่งเถ้าถ่าน


ผู้บำเพ็ญขันติบารมีท่านหนึ่ง ฝึกฝนมาเป็นเวลายาวนาน จนคิดว่าตนเองนั้นมีขั้นติเข้าขั้น จึงเขียนป้ายหน้ากุฏิของตนว่า "จิตข้าดั่งเถ้าถ่าน" ซึ่งหมายความว่า จิตของตนนั้นสงบนิ่งดั่งเถ้าของถ่าน

วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ต้องการมาทดสอบขันติ จึงนิรมานกายเป็นคุณยายแก่เข้ามาสอบถาม

"หน้ากุฏิของท่านเขียนว่าอะไร ยายอ่านไม่ออก"

"จิตดั่งเถ้าถ่าน" ท่านตอบออกไป ผ่านไปชั่วครู่คุณยายก็ถามอีก
"เมื่อกี้ท่านว่าอะไรนะ ยายจำไม่ได้แล้ว"
"จิตดั่งเถ้าถ่าน"
ถามไปตอบมาอย่างนี้ประมาณร้อยครั้ง ผู้บำเพ็ญท่านนี้ก็ขันแตก จึงตะโกนออกไปด้วยความโมโหว่า
"จะเอายังไงกันเนี่ย ถามอยู่นั่นแหละ ก็บอกว่า จิตดั่งเถ้าถ่าน จิตดั่งเถ้าถ่าน จะถามอะไรกันนักกันหนา! "
คุณยายหันกลับมา กลายเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมและกล่าวออกไปว่า
"อ่อ! เดิมทีเถ้ายังมีถ่านไฟอยู่นิดหนึ่ง เจ้าจะต้องบำเพ็ญอีก20ปี เมื่อถึงเวลานั้น เราจะมาทดสอบอีกครั้ง" ว่าแล้ว ก็ลอยลับหายไป
อาวุโสทุกท่าน เราทุกคนล่ะ อาจไม่ต่างอะไรจากผู้บำเพ็ญท่านนี้เลย!